ปิดครึ่งปีแรก ‘ทอง’ จาก 8หมื่น สู่ 6หมื่น ลุ้นครึ่งหลังแรงซื้อ ‘ธนาคารกลาง’ พยุงราคา
ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีแรกมีความผันผวนรุนแรง โดยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บาทละ 81,950 บาท ก่อนจะปรับตัวลดลงมาปิดที่ประมาณ 63,300 บาท สมาคมค้าทองคำ มองครึ่งปีหลังราคาทองคำจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงราคา
KEY POINTS
- ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีแรกมีความผันผวนรุนแรง โดยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บาทละ 81,950 บาท ก่อนจะปรับตัวลดลงมาปิดที่ประมาณ 63,300 บาท
- ปัจจัยที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นในช่วงต้นปีมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ก่อนจะถูกกดดันจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการลดดอกเบี้ย
- มีการคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังราคาทองคำจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงราคา
ทองคำไทยพุ่งทำสถิติ ก่อนถูกเทขายหนักในไตรมาส 2
“ราคาทองคำ” ครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค. - มิ.ย.) สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ผันผวนหนัก ทะยานทำได้ “ออลไทม์ไฮ” ทุบสถิติโลกที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ดัน “ทองไทย” แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บาทละ 81,950 บาทในไตรมาสแรก ก่อนจะเผชิญมรสุมแรงเทขายในไตรมาส 2 จนดิ่งหลุดแนวรับสำคัญ
โดมี “จุดสูงสุด” ในประวัติศาสตร์ (29 ม.ค. 2569) “ราคาทองโลก” ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองไทย (ทองแท่ง) สมาคมค้าทองคำ ต้องปรับราคาขึ้นลงระหว่างวันสูงถึง 75 ครั้ง และทำสถิติแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่บาทละ 77,900 - 81,950 บาท ปรับขึ้นมา 9,250 บาท จากปิดปีก่อนหน้า ขณะที่เดือนก.พ. ราคาทองยังทรงตัวระดับสูงปรับเพิ่มขึ้น 3,400 บาท รับแรงหนุนต่อเนื่อง จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย”

โดยราคาเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway down กรอบทองแท่งในประเทศเฉลี่ยย่อลงมาอยู่ที่ราว 70,550 - 73,300 บาท และพายุแรงเทขายหนักสุดเดือนมิ.ย. ปรับตัวลงกว่า 6,700 บาท เป็นเดือนที่ผันผวนหนักหน่วง และราคาร่วงต่ำที่สุดในรอบปี โดยหลุดแนวรับสำคัญลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บริเวณ 3,970 - 4,190 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้ทองคำไทยเผชิญแรงเขย่าอย่างรุนแรง
ก่อนจะปิดฉากราคาสิ้นงวดครึ่งปีแรก (30 มิ.ย.) ไปที่ราคารับซื้อ 63,100 บาท และขายออกที่บาทละ 63,300 บาท ตามราคาทองโลกที่ 4,037 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีการปรับฐานลงในไตรมาส 2 เช่นกัน ทั้งนี้ ความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนในระดับโลก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามที่ยังไม่มีความชัดเจน
ปัจจัยเงินเฟ้อสหรัฐ-สัญญาณเฟด กดดันทองในไตรมาส 2
กระทั่งเดือนมี.ค. ถือเป็นจุดเปลี่ยนปรับฐานรุนแรงปรับตัวลง 6,400 บาท ราคาทองดิ่งลงแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังตัวเลข “เงินเฟ้อสหรัฐ” ขยับสูงตามราคาน้ำมันดิบ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินดอลลาร์และ Bond Yield พุ่งสูงขึ้นสกัดทางทองต่อเนื่องมาในไตรมาส 2 เดือนเม.ย. - พ.ค. ยังคงแกว่งตัวทางลง ปรับลดลงถึง 1,200 บาท
ย้อนรอยครึ่งปีแรก 2569 “จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายก สมาคมค้าทองคำ ประเมินว่า ตลาดทองคำเป็นแหล่งความผันผวนรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีการทำสถิติ “New High” และ “New Low” ให้เห็นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในวันที่ 29 ม.ค. ที่ราคาทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งความผันผวนนี้ทำให้นักลงทุนต้องปรับตัวอย่างมากตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน
ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้น จากแรงซื้อธนาคารกลาง และกลยุทธ์ Buy on Dip
ขณะที่ ทิศทางต่อไปครึ่งปีหลัง แม้ระยะสั้นจะยังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยสงครามอิหร่าน แต่เชื่อหลังจากไตรมาส 3 เป็นต้นไป ราคาทองคำจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก “แรงซื้อจากธนาคารกลาง” ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยมีพฤติกรรมการเทขายพันธบัตรดอลลาร์เพื่อเปลี่ยนมาสำรองเป็นทองคำแทน โดยไม่จะเห็นว่า ไม่เกี่ยงเรื่องระดับราคาทองคำ
อีกทั้ง ส่วนตัวยังมีมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ยเฟด คาดเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐมีภาระหนี้สินสูงมากจนอาจรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อทองคำ และหากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีปัญหาจากภาวะสงครามยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้คนหันมาสำรองทองคำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยฤดูกาลในช่วงปลายปี บรรดากองทุนทองคำทั่วไปมักจะมีความต้องการถือครองทองคำเพิ่มสูงขึ้น แม้นักลงทุนทองคำในตลาดปัจจุบัน ยังความกังวลราคาทองไทยจะหลุด 60,000 บาทหรือไม่นั้น “จิตติ” มองไม่น่าจะหลุดระดับ 60,000 บาท โดยพิจารณาจากพฤติกรรมราคาที่สามารถยืนระยะได้แข็งแกร่งแม้ในช่วงที่ปรับตัวลดลง ที่ระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สามารถกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้
ด้านเป้าหมายแนวต้าน “ราคาทองไทย” ที่เคยประเมินไว้ที่ 90,000 บาท ยังคงมีความเป็นไปได้ว่า อาจต้องขยายเวลาออกไปจากเดิมที่มองไว้ช่วงปลายปีนี้ ไปเป็นช่วงต้นปีหน้าแทน เนื่องจากผลกระทบของสงครามที่ยืดเยื้อกว่าที่คาด และยังมีความผันผวนจากแรงเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์สที่รุนแรง อย่างในจีนจนคล้ายการพนัน ซึ่งทางการจีนใช้กฎหมายเข้มเข้ามาควบคุม ยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนไทยต้องจับตาและระมัดระวัง
ทางสมาคมฯ ยืนยันการเก็บภาษีเทรดจะทำให้อุตสาหกรรมทองคำไทยถอยหลังเข้าคลอง และส่งผลเสียต่อการแข่งขันในภูมิภาค
ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ประเมินภาพรวมปี 2569 ว่าวัฏจักรทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่ความผันผวนจะสูงมากเนื่องจากราคาอยู่ในระดับบน (กรอบเป้าหมายเดิมอยู่ที่ 4,770 - 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำกลยุทธ์ “Buy on Dip” หรือรอซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาตามแนวรับสำคัญ

